Business start-up- the series – อยากทำธุรกิจที่ออสเตรเลีย เริ่มต้นยังไงดี? ตอนที่ 1 Sole Trader & Partnership

การเริ่มต้นทำธุรกิจในออสเตรเลียนั้น การมีไอเดียดีๆเพียงอย่างเดียวนั้นคงจะไม่เพียงพอในการเริ่มต้นธุรกิจที่นี่ คุณต้องเข้าใจระบบภาษี โครงสร้างทางธุรกิจ(Business structure)ที่เหมาะสมกับตัวคุณเองและสถานะการณ์ส่วนตัว ณ.ขณะนั้น ต้องทราบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรายจ่ายในการจัดตั้งธุรกิจและค่าใช้จ่ายทางด้านบัญชีและภาษีของโครงสร้างธุรกิจแต่ละประเภท รวมไปถึงภาระในการจ่ายภาษี และการจดทะเบียนภาษีในแต่ละประเภทตามข้อกำหนดของกรมสรรพากรออสเตรเลีย (Australian taxation office).

การเริ่มต้นธุรกิจดูเหมือนอาจจะเป็นเรื่องไม่ยากสำหรับบางคน แต่ถ้าไม่มีการวางแผนที่ดี ไม่มีความรู้ด้านภาษีหรือ โครงสร้างทางธุรกิจที่เพียงพอ ไม่ทราบข้อกำหนดที่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนภาษีประเภทต่างๆตามข้อกำหนดทางกฏหมายแล้ว อาจจะเป็นจุดหักเหที่สำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความล้มเหลวก็เป็นได้ ดังนั้นการได้รับคำแนะนำจากนักบัญชีที่มีความรู้ก่อนเริ่มต้นทำธุรกิจนั้นจึงเป็นสิ่งที่สำคัญมาก และเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในอนาคตได้

ในบทความ Business start-up- The series นี้ผมจะแบ่งออกเป็นหลายตอนเพราะว่าเนื้อหาที่เขียนครอบคลุมหลายประเด็น และมีเนื้อหาค่อนข้างมาก โดยในช่วงแรกจะเน้นเรื่อง โครงสร้างธุรกิจแต่ละประเภทในออสเตรเลีย ข้อดี ข้อเสีย รายจ่ายโดยประมาณในการจัดตั้ง ในช่วงต่อๆมาจะพูดถึงภาษีธุรกิจแต่ละประเภท และ ภาระที่จะต้องจดทะเบียนประเภทต่างๆ ตามที่กฏหมายกำหนด และในส่วนสุดท้ายจะพูดถึงการเก็บข้อมูลทางการเงิน bookkeeping ซอฟแวร์ที่เป็นที่นิยมและ กรอบระยะเวลาในการยื่นภาษีประเภทต่างๆ

สำหรับโครงสร้างทางธุรกิจที่สามรถพบได้บ่อยๆในออสเตรเลียมีด้วยกัน 4 ประเภทด้วยกัน คือ Sole Trader , Partnership, Company และ Trust.

1. Sole Trader

ข้อดีของโครงสร้างธุรกิจแบบ Sole Trader นั้นคือเป็นโครงสร้างทางธุรกิจที่มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งถูกที่สุด และจัดตั้งได้ง่ายที่สุดเมื่อเทียบกับโครงสร้างทางธุรกิจประเภทอื่นๆ โดนรายจ่ายในการจัดตั้งจะตกอยู่ประมาณ 80-400 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับว่าท่านต้องการจดทะเบียนชื่อธุรกิจไปด้วยหรือเปล่า

ถ้าไม่ต้องการจดทะเบียนชื่อธุรกิจ(ใช้ชื่อตัวเองในการทำธุรกิจ) ก็จ่ายแค่ค่าจดทะเบียน ABN และ ภาษีต่างๆ เช่น GST หรือ PAYG Withholding (จะพูดถึงภาษีเหล่านี้ในบทความต่อไป) ซึ่งรายจ่ายจะตกประมาณ 80 -200 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับสำนักบัญชีแต่ละที่ หรือถ้าท่านคิดว่าจะสมัครเองก็สามารถทำได้เช่นกันโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น หากท่านสนใจที่จะจดทะเบียนชื่อธุรกิจด้วยค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ท่านต้องการจดทะเบียน คือ 1 ปี และ 3 ปี

นอกจากนั้นแล้ว ค่าใช้จ่ายเรื่องบัญชีภาษีก็ค่อนข้างต่ำมากเมื่อเทียบกับโครงสร้างแบบอื่นๆ เพราะไม่มีภาระหรือข้อกำหนดในเรื่องการจัดทำงบกำไร-ขาดทุน งบดุล หรือ รายงานสถานะทางการเงินอื่นๆ

โดยปกติแล้วค่าดำเนินการทางภาษีหลังจากสิ้นสุดปีภาษีแล้วสำหรับโครงสร้างประเภทนี้จะตกอยู่ประมาณ 200 – 1,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจ คุณภาพของการจัดเก็บข้อมูลทางการเงินระหว่างปีโดยตัวท่านเอง และความประสงค์ที่จะพูดคุยกับนักบัญชีเพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางด้านภาษีในปีถัดไปหรือไม่ สำหรับค่ายใช้จ่ายที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายด้าน Bookkeeping ที่เกิดขึ้นระหว่างปีภาษีและค่าจัดเตรียม และยื่น BAS (Business Activity statement) ทุกๆ 3 เดือน สำหรับผู้ที่จดทะเบียน GST หรือ PAYG Withholding

การทำธุรกิจแบบ Sole Trader จริงๆแล้วคือการดำเนินธุรกิจด้วยตัวเอง ดังนั้นตัวท่านเองจะเป็นผู้รับผิดชอบความเสี่ยงจากการดำเนินการทางธุรกิจเองทุกอย่าง และหากเกิดการขาดทุน หรือล้มละลาย เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากสินทรัพย์ส่วนตัว เช่น บ้าน รถ หรือ ที่ดินได้ นอกจากนั้นแล้วความยืดหยุ่นในการขยายธุรกิจก็ค่อนข้างจำกัดสำหรับโครงสร้างธุรกิจแบบนี้ สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเป็นข้อเสียหลักของการมีโครงสร้างธุรกิจแบบ Sole Trader

สำหรับโครงสร้างธุกิจประเภทนี้ท่านจะใช้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ของตัวเอง โดยจะต้องสมัคร ABN และใช้เลขที่ธุรกิจตัวนี้ในการติดต่อธุรกิจทุกอย่าง อย่างเช่น การออกใบเสร็จรับเงินให้ลูกค้า จะต้องมี ABN ของธุรกิจปรากฏอยู่ด้วย

การยื่นภาษีของผู้ทำธุรกิจแบบ Sole Trader นั้นก็ยื่นคล้ายๆกับกรณียื่นภาษีบุคคลธรรมดาแบบอื่นๆ เพียงแต่ว่าท่านจะต้องนำรายได้จากธุรกิจหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว ไปรวมกับรายได้อื่นๆที่ได้รับระหว่างปีภาษี เช่น ดอกเบี้ย เงินปันผลจากหุ้น รายได้จ่าค่าเช่าบ้าน หรือ รายได้จากการเป็นลูกจ้างให้ธุรกิจอื่น เป็นต้น

นอกจากนั้นแล้วการเป็น Sole Trader ท่านจะสามารถจ้างพนักงานหรือลูกจ้างได้เหมือนโครงสร้างธุรกิจอื่นๆ ถ้ามีความจำเป็นต้องจ้างพนักงาน ธุรกิจจะต้องจดทะเบียนภาษี PAYG Withholding ซึ่งผมจะกล่าวถึงในตอนถัดไป อย่างไรก็ตามการทำธุรกิจแบบ Sole Trader ท่านไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้ตัวเองได้ ค่าตอบแทนที่จ่ายให้ตัวเองถือว่าเป็นการปันผลเงินกำไรจากการทำธุรกิจไปยังบัญชีส่วนตัว ไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่าย ดังนั้นค่าใช้จ่ายตรงนี้จะนำไปลดหย่อนภาษีไม่ได้

ตอนปลายปีภาษีหลังจากคำนวณรายได้ หักค่าใช้จ่ายต่างๆทางธุรกิจ รวมถึงค่าจ้างพนักงานแล้ว กำไรสุทธิ(Net profit)ที่ท่านได้รับจากการทำธุรกิจจะนำไปรวมกับรายได้อย่างอื่นที่ท่านได้รับระหว่างปีภาษี และเสียภาษีส่วนบุคคลในอัตราก้าวหน้า ดังนั้นถ้าท่านมีรายได้มาก ท่านก็จะเสียภาษีมากขึ้นตามลำดับ สำหรับท่านที่อยากทราบเรื่องอัตราภาษีในออสเตรเลียสามารถอ่านบทความเก่าที่ผมเขียนไว้ ตามลิงค์นี้เลยครับ Tax Time 2015 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับภาษีในออสเตรเลีย

2. Partnership
โครงสร้างธุรกิจแบบนี้ถือว่า มีค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับ Company หรือ Trust แต่จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าโครงสร้างธุรกิจแบบ Sole Trader โดยรายจ่ายในการจัดตั้ง ไม่รวมค่าจดทะเบียนชื่อธุรกิจจะอยู่ประมาณ 200-500 บาท ถ้าท่านต้องการข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรด้วย ก็จะต้องมีการร่าง Partnership agreement ซึ่งค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มขึ้นตามลำดับ

Partnership เป็นการร่วมลงทุนกับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคู่สามี ภรรยา เพื่อน หรือ Business partner. การร่วมลงทุนแบบนี้ไม่จำเป็นต้องมีข้อตกลงเป็นลายลักษ์อักษร หากท่านมีหลักฐานเพื่อยืนยันในการมีตัวตนของท่านใน Partnership ก็ถือว่าท่านเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนของ Partnership นั้นได้ ตัวอย่างเช่น มีชื่อเป็นเจ้าของร่วมของชื่อธุรกิจ มีชื่อในบัญชีธนาคารร่วมกัน ถือครองสินทรัพย์ของ Partnership ร่วมกัน เป็นต้น

อย่างไรก็ตามการมีข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนก่อนทำธุรกิจแบบ Partnership ก็ถือว่ามีความสำคัญมาก โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่ได้เป็นสามีหรือภรรยากัน เพราะการมีข้อตกลงที่เป็นลายลักษ์อักษรชัดเจนนั้น จะช่วยลดปัญหาเมื่อมีการขัดแย้งกันทางด้านธุรกิจระหว่างหุ้นส่วนที่อาจจะเกิดขึ้นได้หลังจากการจัดตั้งธุรกิจ

โครงสร้างแบบ Partnership นั้นจะดำเนินธุรกิจภายใต้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ของ Partnershipเอง เมื่อถึงปลายปีภาษีจะต้องยื่น Tax return ของ Partnership แยกต่างหากด้วย

ถึงแม้จะต้องยื่นภาษีปลายปีสำหรับตัว Partnership แต่ Partnership เองจะไม่เสียภาษีภายใต้ Tax file number ของตัวเอง กำไรหรือขาดทุนสุทธิจากการทำธุรกิจตลอดทั้งปี ท้ายที่สุดแล้วจะต้องกระจายไปยังหุ้นส่วนแต่ละคนตามสัญญาที่ได้กำหนดไว้ตอนจัดตั้ง Partnership โดยไม่สามารถเปลี่ยนแปลง % การกระจายรายได้ไปยังหุ้นส่วนแต่ละคนได้ ดังนั้นรายได้จาก Partnership จะถูกนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ ของท่านและเสียภาษีส่วนบุคคลในอัตราก้าวหน้า

สำหรับค่าดำเนินการทางภาษีหลังจากสิ้นสุดปีภาษีแล้วสำหรับโครงสร้างประเภทนี้จะตกอยู่ประมาณ 300 – 1,000 ดอลลาร์ ขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจและปัจจัยอื่นๆที่ได้กล่าวไว้ในโครงสร้างธุรกิจแบบ Sole Trader แล้ว และราคานี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการยื่น Individual Tax return ของ partner แต่ละคนด้วย

การทำธุรกิจแบบ Partnership ท่านไม่สามารถจ่ายค่าจ้างให้กับ Partner และ ใช้ค่าใช้จ่ายตรงนี้เป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ ซึ่งก็คล้ายๆกับโครงสร้างแบบ Sole Trader ค่าตอบแทนที่จ่ายให้ Partner แต่ละคนจะถือว่าเป็นการปันผลเงินกำไรจากการทำธุรกิจไปยัง Partnerแต่ละคน และไม่ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ

ข้อเสียของโครงสร้างแบบ Partnership ก็คล้ายๆกับ Sole Trader คือ หากเกิดการขาดทุน หรือล้มละลาย เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากสินทรัพย์ส่วนตัว เช่น บ้าน รถ หรือ ที่ดินได้ นอกจากนั้นแล้วความยืดหยุ่นในการขยายธุรกิจหรือการเปลี่ยนแปลงของหุ้นส่วนก็ค่อนข้างจำกัด ถ้าหุ้นส่วนคนใดคนหนึ่งต้องการที่จะลาออก หรือมีบุคคลอื่นสนใจที่จะร่วมธุรกิจด้วย สถานะของ Partnership เดิมก็จะถือว่าสิ้นสุดลง จะต้องมีการจัดทำ Partnership agreement อันใหม่ สมัคร Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ใหม่ ซึ่งก็เหมือนกับการเริ่มต้นใหม่นั่นเอง ข้อเสียตรงนี้ถือว่าเป็นข้อเสียที่เห็นได้ชัดของโครงสร้างธุรกิจแบบ Partnership และทำให้โครงสร้างธุรกิจแบบนี้ไม่ค่อยเป็นที่นิยมในช่างหลายปีที่ผ่านมา

To be continued ……. Company & Trust ติดตามโครงสร้างแบบ Company & Trust ได้ในบทความต่อไปนะครับ

ถ้าเห็นว่าบทความมีประโยชน์ กรุณาช่วยกดไลค์เพจ Austaxboy ด้วยครับ www.facebook.com/austaboy

Please follow and like us:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

WordPress spam blocked by CleanTalk.