Business start-up- the series – อยากทำธุรกิจที่ออสเตรเลีย เริ่มต้นยังไงดี? ตอนที่ 2 Company & Trust

สวัสดีครับ บทความนี้เป็นตอนที่ 2 ของบทความ Business start-up- the series โดยบทความนี้ผมจะอธิบายเรื่องโครงสร้างทางธุรกิจแบบ Company และ Trust ซึ่งเป็นโครงสร้างทางธุรกิจในออสเตรเลียที่ค่อนข้างซับซ้อนกว่าโครงสร้าง 2 แบบแรกที่ได้กล่าวไว้ในบทความตอนแรกครับ

3. Trust

โครงสร้างประเภทนี้เป็นโครงสร้างที่เป็นที่นิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เพราะการทำธุรกิจผ่านโครงสร้าง Trust นั้น ท่านสามารถปันผลกำไรจากการทำธุรกิจไปยังผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) ในสัดส่วนเท่าใดก็ได้ในแต่ละปี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ทางด้านภาษีของแต่ละบุคคลในครอบครัวหรือผู้รับผลประโยชน์ใน Trustนั้น โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสัดส่วนเดียวตลอดทุกปีเหมือนโครงสร้างแบบ Partnership

นักบัญชีจะเป็นผู้วางแผนว่าจะปันผลเงินกำไรไปยังผู้รับผลประโยชน์คนละจำนวนเท่าไหร่ เพื่อที่จะทำให้จ่ายภาษีโดยรวมน้อยที่สุด โครงสร้างแบบนี้มีความยืดหยุ่นค่อนข้างมากและเป็นที่นิยมสำหรับธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจครอบครัว เพราะสมาชิกครอบครัวแต่ละคนสามารถเป็นผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries)และรับเงินปันผลจากผลประกอบการของ Trust ได้ในจำนวนที่ไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับว่า ใครในครอบครัวมีรายได้จากแหล่งอื่นมากหรือน้อยและใครควรที่จะได้รับเงินปันผลกำไรจากการทำธุรกิจมากที่สุด โดยท้ายที่สุดแล้วจากการวางแผนของนักบัญชีเวลายื่นภาษีในแต่ละปี ภาษีที่ท่านจะต้องจ่ายของทั้งครอบครัวจะลดลงมากจากกลยุทธ์ที่ได้วางแผนไว้ภายใต้กรอบของกฏหมายด้านภาษี ไม่ใช่การเลี่ยงภาษีหรือการหลบภาษีแบบผิดกฏหมาย

Trust มีหลายประเภท แต่ประเภทที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดและเป็นประเภทที่ธุรกิจขนาดเล็กถึงกลางนิยมเลือกใช้คือ Discretionary trust โดยโครงสร้างประเภทนี้ค่อนข้างซับซ้อน และมีคำศัพท์และกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องหลายคน ผมจะอธิบายเป็นข้อๆ เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจตามข้างล่างครับ

– Trustee เป็นผู้ดูแลและถือครองสินทรัพท์ของ Trust รับผิดชอบการดำเนินธุรกิจ และธุรกรรมต่างๆของธุรกิจในนามของผู้รับผลประโยชน์ Trustee จะมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการกำหนดเงินปันผลกำไรสำหรับผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) ในแต่ละปีภาษี Trustee มีสองประเภท ประเภทแรก คือ Individual Trustee -Trustee ประเภทนี้เป็นบุคคลธรรมดา ถือครองทรัพย์สินของ Trust ในชื่อส่วนตัว ดังนั้นหากเกิดการล้มละล้าย หรือ ขาดทุนทางธุรกิจ เจ้าหนี้สามารถเรียกร้องค่าชดเชยจากสินทรัพย์ส่วนตัวได้

และประเภทที่สอง คือ Company Trustee- Trustee ประเภทนี้เป็นบริษัทซึ่งเป็นนิติบุคคลทางกฏหมาย มีอำนาจในการทำธุรกรรมต่างๆในชื่อของบริษัทและ ถือครองทรัพย์สินของ Trust ในชื่อของบริษัท ดังนั้นหากเกิดการล้มละล้าย หรือ ขาดทุนทางธุรกิจ เจ้าหนี้จะสามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้จากสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้น มีข้อยกเว้นในบางกรณีซึ่งผมจะอธิบายในบทความส่วนต่อไป

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับโครงสร้างนี้ คือ ผู้ที่เป็น Trustee และผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) สามารถเป็นบุคคลคนเดียวกันหรือบริษัทเดียวกันได้ Trustee จะต้องถูกระบุไว้ในเอกสารจัดตั้ง (Deed) อย่างชัดเจนเพราะถือว่าจะต้องทำธุรกรรมต่างๆทางกฏหมายและเป็นผู้ถือสินทรัพย์ในนามของ ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries)

-Trust Deed เป็นเอกสารการจัดตั้ง Trust ที่ระบุข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับ Trust ระบุว่าผู้ที่เป็น Trustee และผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) คือใคร

– ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) คือกลุ่มบุคคล บริษัท หรือ Trust ที่มีสิทธิ์ในเงินปันผลกำไรหรือทรัพย์สินของการดำเนินธุรกิจของ Trust โดยผู้รับผลประโยชน์นี้จะไม่มีอำนาจตัดสินใจว่าตนควรจะได้เงินปันผลกำไรเท่าไหร่ และไม่จำเป็นต้องได้รับเงินปันผลกำไรเสมอไป เพราะคนที่มีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จในเรื่องเหล่านี้ คือ Trustee

โครงสร้างแบบ Trust นั้นจะดำเนินธุรกิจภายใต้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ของ Trust เอง เมื่อถึงปลายปีภาษีจะต้องยื่น Tax return ของ Trust แยกต่างหากด้วย

ถึงแม้ว่า Trust จะต้องยื่นภาษีปลายปีแต่ Trust เองจะไม่เสียภาษีภายใต้ Tax file number ของตัวเอง กำไรสุทธิจากการทำธุรกิจตลอดทั้งปี ท้ายที่สุดแล้วจะต้องกระจายไปยังผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) ถ้าผู้รับผลประโยชน์เป็นบุคคล รายได้จากการปันผลกำไรจาก Trust จะถูกนำไปรวมกับรายได้อื่นๆ และเสียภาษีส่วนบุคคลในอัตราก้าวหน้า แต่ถ้าผู้รับผลประโยชน์เป็นบริษัท รายได้จากการปันผลกำไรจาก Trust จะถูกนำไปคำนวณภาษีในอัตรา 30% สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ และ 28.5% สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก(ยอดขายน้อยกว่า 2 ล้าน)

ส่วนในกรณีที่ธุรกิจเกิดการขาดทุน Trust สามารถเก็บยอดขาดทุนสุทธิไว้ใช้ลดกำไรสุทธิในปีต่อๆไปได้ ซึ่งจะทำให้ยอดกำไรสุทธิในปีต่อๆไปลดลง และผู้รับผลประโยชน์ก็เสียภาษีน้อยลงด้วย อย่างไรก็ตาม Trust จะไม่สามารถกระจายยอดขาดทุนไปยังผู้รับผลประโยชน์ในปีที่เกิดการขาดทุนได้

ส่วนค่าใช้จ่ายในการจัดตั้ง Trust จะขึ้นอยู่กับว่าท่านจะเลือกจัดตั้งแบบ Individual Trustee หรือ Company trustee
โดยถ้าเป็นแบบ Individual Trustee ค่าจัดตั้งจะอยู่ที่ประมาณ 600-1,500 ดอลลาร์ ซึ่งราคานี้รวมเอกสารจัดตั้ง (Trust Deed) คำปรึกษาจากนักบัญชี การจดทะเบียน Tax file number, Australian Business Number (ABN) และการจดทะเบียนภาษีประเภทต่างๆ นอกจากนั้นแล้วยังมีค่าใช้จ่าย Stamp Duty ที่จะต้องจ่ายเพิ่มเติมให้กับแต่ละรัฐในอัตราที่แตกต่างกันด้วย ($200 ในรัฐ Victoria $500 ในรัฐ NSW)

หากต้องการจัดตั้ง Trust แบบ Company trustee จะมีรายจ่ายในการจัดตั้งและจดทะเบียนบริษัทเพิ่มเติมนอกเหนือจากราคาจัดตั้ง Trust ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ราคาจัดตั้งและจดทะเบียนบริษัทจะตกอยู่ประมาณ 800-1,500 ดอลลาร์

สำหรับค่าดำเนินการทางบัญชีและภาษีหลังจากสิ้นสุดปีภาษีแล้วจะตกอยู่ประมาณ 500 – 1,000 ดอลลาร์ สำหรับ Trust แบบ Individual Trustee และประมาณ 800 – 2,000 ดอลลาร์ สำหรับ Trust แบบ Company trustee เนื่องจาก Trust แบบหลังนี้จะมีข้อกำหนดในการจัดทำงบการเงินประเภทต่างๆด้วย ดังนั้นค่าใช้จ่ายในด้านภาษีสำหรับ Trust แบบ Company trustee จึงมีราคาสูงกว่าแบบแรกอยู่พอสมควร และราคาที่กล่าวถึงนี้ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการยื่น Individual Tax return ของ ผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries) แต่ละคน

การทำธุรกิจผ่านโครงสร้างแบบ Trust ท่านสามารถจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงาน หรือผู้รับผลประโยชน์ได้ตามปกติ และค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็สามารถใช้เป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ แต่เมื่อจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานแล้ว ทางธุรกิจมีภาระที่จะต้องจ่ายเงิน Super ในอัตรา 9.5% ของรายได้ และอาจจะมีภาระในส่วนของเบี้ยประกัน Work cover (ความปลอดภัยในที่ทำงาน)ที่อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย หรือในกรณีที่ธุรกิจเลือกปันผลเงินกำไรให้กับผู้รับผลประโยชน์ (Beneficiaries)แทนการจ่ายค่าจ้างก็สามารถทำได้ เงินปันผลส่วนนี้ไม่สามารถนำไปเป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ แต่ข้อดีคือ ไม่มีภาระที่จะต้องจ่ายเงิน Super หรือเบี้ยประกัน Work cover ที่อาจจะเพิ่มขึ้น

4. Company
เป็นโครงสร้างทางธุรกิจแบบสุดท้ายที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ โครงสร้างแบบบริษัทนั้นมีจุดที่น่าสนใจอยู่หลายข้อด้วยกัน ผมได้สรุปลักษณะที่น่าสนใจไว้เป็นข้อๆ ดังต่อไปนี้ครับ
– บริษัทถือเป็น Separate Legal Entity หรือนิติบุคคลในทางกฏหมายและถือว่าแบ่งแยกจากเจ้าของ(ผู้ถือหุ้น)อย่างชัดเจน การทำธุรกรรมทางธุรกิจต่างๆจะทำภายใต้ชื่อบริษัท และบริษัทเป็นเจ้าของทรัพย์สินของธุรกิจทั้งหมด ดังนั้นหากเกิดการล้มละล้าย หรือ ขาดทุนทางธุรกิจ เจ้าหนี้จะสามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้จากสินทรัพย์ของบริษัทเท่านั้น ไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากทรัพย์สินส่วนตัวของผู้ถือหุ้นได้

อย่างไรก็ตามหากบริษัทดำเนินธุรกิจด้วยความไม่ซื่อสัตย์และส่อทุจริต โดยอาจจะก่อความเสียหายทางการเงินให้กับธุรกิจอื่นๆหรือเจ้าหนี้ และบริษัทเองไม่มีสินทรัพย์มากพอที่จะจ่ายค่าเสียหาย ทางผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายจากทรัพย์สินส่วนตัวของกรรมการผู้จัดการ (Director) ได้ เนื่องจาก Director มีภาระหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัตตามกฏหมายอย่างเคร่งครัด (Director responsibilities) หากฝ่าฝืนจะมีบทลงโทษค่อนข้างรุนแรง และถูกฟ้องร้องจากผู้เสียหายได้

– Directors เป็นผู้ตัดสินใจและบริหารงานประจำวันในบริษัทในนามของผู้ถือหุ้นซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทตัวจริง โดยส่วนใหญ่แล้วสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หรือ ธุรกิจครอบครัว ผู้ที่เป็นเจ้าของ(ผู้ถือหุ้น)ก็จะเป็นกรรมการผู้จัดการ(Director)ด้วย เพราะนอกจากจะเป็นเจ้าของบริษัทแล้ว ยังมีอำนาจตัดสินใจในทางธุรกิจและบริหารงานทางธุรกิจอีกด้วย

– บริษัทในออสเตรเลียจ่ายภาษีแบบคงที่ที่ 30% ของรายได้หลังหักค่าลดหย่อนทางธุรกิจแล้ว สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มียอดขายต่อปีน้อยกว่า 2 ล้านดอลลาร์จะจ่ายภาษีในอัตรา 28.5% บริษัทในออสเตรเลียจะดำเนินธุรกิจภายใต้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) ของตัวเอง เมื่อถึงปลายปีภาษีจะต้องยื่น Tax return และเสียภาษีอัตราคงที่ดังที่ได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นแล้วทางบริษัทจะต้องมีการเก็บข้อมูลทางการเงินไว้เป็นอย่างดี และมีหน้าที่ในการจัดทำงบการเงินในทุกๆปีด้วย ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเนื่องจากโครงสร้างแบบบริษัทมีกฏหมายและข้อกำหนดควบคุมหลายตัว และมีบทลงโทษที่รุนแรงหากไม่ปฏิบัติตาม

– บริษัทสามารถจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงาน Director หรือผู้ถือหุ้นได้ และสามารถนำค่าใช้จ่ายส่วนนี้เป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ อย่างไรก็ตามเงินปันผลสำหรับผู้ถือหุ้นนั้นไม่สามารถนำไปลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายทางธุรกิจได้

-การเปลี่ยนเจ้าของ(ผู้ถือหุ้น)และขายธุรกิจสำหรับโครงสร้างแบบบริษัทค่อนข้างยืดหยุ่นกว่าโครงสร้างแบบอื่น โดยเมื่อเปลี่ยนเจ้าของแล้วทางบริษัทก็ยังสามารถใช้ชื่อเดิม ใช้ Tax file number และ Australian Business Number (ABN) อันเดิมได้ รวมไปถึงภาษีประเภทต่างๆที่จดทะเบียนไปก่อนหน้าที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของผู้ถือหุ้นอีกด้วย

ค่าใช้จ่ายในการจัดตั้งบริษัทจะตกอยู่ที่ประมาณ 800-1,500 ดอลลาร์ ซึ่งราคานี้รวมเอกสารจัดตั้ง ค่าธรรมเนียมการจัดตั้งบริษัทของ Australian Securities and Investments Commission(ASIC) คำปรึกษาจากนักบัญชี การจดทะเบียน Tax file number, Australian Business Number (ABN) และการจดทะเบียนภาษีประเภทต่างๆ นอกจากค่าจัดตั้งแล้วในแต่ละปีบริษัทจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมบริษัทให้ ASIC โดยค่าธรรมเนียมในปัจจุบันอยู่ที่ 243 ดอลลาร์และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปี

สำหรับค่าดำเนินการทางบัญชีและภาษีหลังจากสิ้นสุดปีภาษีแล้วจะตกอยู่ประมาณ 1,000 – 2,500 ดอลลาร์ขึ้นอยู่กับขนาดของบริษัท ราคาที่กล่าวถึงเป็นราคาในการจัดทำงบการเงินและยื่นภาษีกับทางกรมสรรพากรให้กับธุรกิจขนาดเล็ก จะเห็นได้ว่ารายจ่ายทางด้านบัญชีและภาษีมีราคาสูงกว่าโครงสร้างแบบอื่นอยู่มาก เนื่องด้วยบริษัทมีข้อกำหนดและกฏหมายควบคุมหลายข้อ และต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

การทำธุรกิจผ่านโครงสร้างแบบบริษัทท่านสามารถจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงาน หรือตัวท่านเองได้ และค่าใช้จ่ายตรงนี้ก็สามารถใช้เป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้เช่นกัน แต่เมื่อจ่ายค่าจ้างให้กับพนักงานหรือตัวท่านเองแล้ว ทางบริษัทจะมีภาระที่จะต้องจ่ายเงิน Super ในอัตรา 9.5% ของรายได้ และอาจจะมีภาระในส่วนของเบี้ยประกัน Work cover (ความปลอดภัยในที่ทำงาน)ที่อาจจะเพิ่มขึ้นด้วย หรือในกรณีที่บริษัทเลือกจ่ายเงินปันผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้นแทนค่าจ้าง ก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่เงินปันผลส่วนนี้ไม่สามารถนำไปเป็นค่าลดหย่อนทางธุรกิจได้ แต่ข้อดีคือ ไม่มีภาระที่จะต้องจ่ายเงิน Super หรือเบี้ยประกัน Work cover ที่อาจจะเพิ่มขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของโครงสร้างแบบบริษัทคือ ท่านไม่สามารถนำเงินบริษัทไปใช้ส่วนตัวได้ หรือถ้านำไปใช้ส่วนตัวจะต้องมีการจ่ายเงินคืนบริษัทก่อนสิ้นปีภาษี หรือถือว่าเป็นการจ่ายเงินค่าจ้าง หรือในอีกกรณีหนึ่งท่านสามารถทำสัญญากับทางบริษัทเพื่อนทำข้อตกลงในการกู้ยืมและจ่ายเงินคืนบริษัทพร้อมดอกเบี้ยทุกปี ภายในระยะเวลา 7 ปี (Division 7A Loan)

จากบทความตอนแรกและตอนที่สอง ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านคงมีความรู้เรื่องโครงสร้างทางธุรกิจในออสเตรเลียเพิ่มขึ้น และสามารถคิดวิเคราะห็ได้ว่าโครงสร้างทางธุรกิจแบบใดเหมาะสมกับตัวท่านมากที่สุดเมื่อพิจารณาข้อดีและข้อเสียของโครงสร้างแต่ละแบบแล้ว อย่างไรก็ตามก่อนที่ท่านจะเริ่มต้นทำธุรกิจและจัดตั้งธุรกิจ ท่านควรปรึกษานักบัญชีเพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางด้านบัญชีและภาษีเสียก่อน กระบวนการนี้ถือว่าสำคัญมากต่ออนาคตของธุรกิจ หากไม่มีการวางแผนที่ดีพอหรือเลือกโครงสร้างทางธุรกิจที่ไม่เหมาะสมกับตัวท่านหรือสถานการณ์ครอบครัว ท่านอาจจะเสียภาษีในอัตราที่มากกว่าความจำเป็น หรือมีรายจ่ายด้านบัญชี ภาษี หรือรายจ่ายอื่นๆที่มากกว่าความจำเป็นก็เป็นได้

นอกจากนั้นแล้วการพูดคุยกับนักบัญชีโดยตรง ท่านยังมีโอกาสได้ซักถามข้อมูลและข้อสงสัยในประเด็นอื่นๆกับทางนักบัญชีได้ด้วย ถ้าเทียบรายจ่ายในส่วนที่จะต้องจ่ายให้กับนักบัญชีกับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตหรือภาษีที่อาจจะต้องจ่ายมากกว่าความจำเป็นแล้ว จากประสบการณ์ตรงของผมเองถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและไม่เสียเปล่า

ในตอนต่อไปของบทความ Business start-up- the series จะเป็นตอนที่ 3 ผมจะอธิบายเรื่องภาระที่จะต้องจดทะเบียนภาษีประเภทต่างๆ ตามที่กฏหมายกำหนดและรายละเอียดของภาษีแต่ละประเภท ติดตามได้ที่นี่เร็วๆนี้ครับ

ถ้าเห็นว่าบทความมีประโยชน์ กรุณาช่วยกดไลค์เพจ Austaxboy ด้วยครับ www.facebook.com/austaxboy

Please follow and like us:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

WordPress spam blocked by CleanTalk.